อีเลินนิ่งปัจจุบันอีเลินนิ่งปัจจุบัน  แสดงรายการสมาชิกใน อีเลินนิ่งรายชื่อสมาชิก  ค้นหา อีเลินนิ่งค้นหา  ช่วยเหลือช่วยเหลือ
  ลงทะเบียนลงทะเบียน  เข้าระบบเข้าระบบ
คุณครูวราวุธ สว่างสุรีย์
 อีเลินนิ่งครูมัธยมตระการพืชผล : คุณครูวราวุธ สว่างสุรีย์
หัวข้ออีเลินนิ่ง อีเลินนิ่ง: ความเป็นมาของดนตรีโปงลาง เพิ่มใหม่เพิ่มอีเลินนิ่งใหม่
ผู้เขียน
รายละเอียด << อีเลินนิ่งเดิม | อีเลินนิ่งต่อไป >>
warawut
art01
art01
ภาพแทนตัว

เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ: 19 ตุลาคม 2005
กลุ่มสาระ/งาน: ศิลปศึกษา
เพิ่มใหม่: 119
สร้างเมื่อ: 06 มกราคม 2006 เวลา 15:58 | IP ล็อค

โปงลาง นั้น แต่เดิมนั้นยังไม่มีชื่อเรียก แต่เรียกเครื่องตีที่เป็นไม้ท่อนชนิดหนึ่งว่า กอลอ การเรียนรู้เกี่ยวกับโปงลาง ก่อนอื่นทีเดียวนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับกอลอหรือโปงลางนั้น ได้เรียนรู้วิธีการทำกอลอ วิธีการบรรเลง ได้เรียนกับนายปาน ซึ่งเป็นคนบ้านม่วง บ้านนา ซึ่งเป็นบ้านเกิด ในช่วงที่ผมเรียนนั้นอายุของนายปานได้ ๘๔ ปี และตัวกระผมอายุได้ ๑๒ ปี ผมก็ได้เรียนการตี หรือการบรรเลงกอลอ กับนายปานเรื่อยมา ต่อมานายปานเสียชีวิตเมื่ออายุได้ราว ๆ ๘๗ หรือ ๘๘ ปี ผมจึงได้ไปฝึกต่อกับนายขาน ซึ่งเป็นลูกชายของนายปานอีกทอดหนึ่ง แต่ก่อนนี้ไม่ได้เรียกว่า โปงลาง เหมือนดังปัจจุบัน เขาเรียกกันว่า เกราะลอ ซึ่ง กอลอ ตัวนี้ใช้ตีอยู่ตามเถียงไร่เถียงนา โดยการบรรเลงนั้นเมื่อก่อนก็ใช้ ไม้หมากเลื่อม ซึ่งเป็นเนื้ออ่อนมา วิธีทำท่านก็เอามาถากเปลือกออก ตากแดดให้แห้ง ทีนี้เลื่อยตัดก็ไม่มี ก็ใช้มีดฟันเลย โดย เมื่อตัดเป็นท่อนมาแล้ว ก็เอามาตัดฟันให้เป็นรูป เอามาถากเอาเสียงเลย ที่ทำตั้งแต่ก่อนนั้นเรียกว่า มีทั้งละเอียดทั้งหยาบอยู่ด้วยกัน แต่ว่าเสียงมันไพเราะ นุ่มนวลแบบหนึ่ง สำหรับไม้เนื้ออ่อนนี้ หลังจากนั้นมา กอลอ แต่เดิมนั้นมีอยู่ ๖ ลูก ผมก็คิดว่า บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว นายขานก็มาเสียชีวิตอีก บรรดาเพื่อนฝูงที่เรียนมาด้วยกันตอนนี้ก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือแต่คนที่ไม่เป็นดนตรี ที่มีอายุอยู่ ๘๐-๙๐ ปี ยังพอมีอยู่ หลังจากนั้นผมจึงมาคิดว่า กอลอ ตัวนี้ทำไมจึงมีแค่ ๖ ลูก จะทำให้มี ๙ ลูก ก็คงจะทำได้ จึงพัฒนาทำเพิ่มขึ้นมาอีก เป็น ๙ ลูก จึงได้พัฒนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ได้เปลี่ยนแนวความคิดใหม่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๔๙๙ เข้าปี ๒๕๐๐ ได้เปลี่ยนมาใช้ไม้มะหาด โดยไปหาผู้ใหญ่สง ถามว่าเอาไม้อะไรตีเกราะผู้ใหญ่บ้าน ท่านบอกว่าไม้มะหาด และยังมีอยู่ท่อนหนึ่งลองเอาไปทำกอลอดูซิ ตั้งแต่นั้นพวกผมก็ได้ทำกอลอขึ้นอีก โดยใช้ไม้มะหาด แต่ไม่ได้ใช้ชื่อว่า กอลอ ผมมาเปลี่ยนชื่อเป็น "โปงลาง" พ.ศ. ๒๕๐๒ หลังจากนั้นก็ทำและเปลี่ยนชื่อ แล้วก็ไปบวงสรวงที่ดอนเจ้าปู่ ว่าลูกหลานจะเอากอลอตัวนี้เข้าไปตีในหมู่บ้าน และจะไม่เรียกว่า กอลอ และลูกหลานจะเปลี่ยนชื่อเป็น โปงลาง และใช้ไม้มะหาดเป็นไม้ที่ทำ มีเสียงที่ไพเราะและดังกังวานให้แก่ลูกหลานจะได้สืบทอดต่อไป ถ้าทำดีก็ขอให้มีคนนิยมชมชอบ ถ้าทำไม่ดีก็ขอให้มีอันเป็นไป ซึ่งในการไปบวงสรวงก็บอกว่าเช่นนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ หรือ ๒๕๐๒ มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นบุญคุณที่ทั้งท่านเทพ และเจ้าปู่คงจะโปรดปราน อันนี้เป็นความคิด อีกอย่างหนึ่งเป็นเพราะผมเองก็ชื่นชอบในดนตรีเป็นทุนเดิมอยู่ ถ้าไม่พัฒนา ไม่รักษาไว้ก็คงจะไม่ได้
        หลังจากนั้นม าก็มาพัฒนาขึ้นอีก พ.ศ. ๒๕๐๓ - ๒๕๐๔ - ๒๕๐๕ ก็มีการเริ่มออกไปแสดง ในการแสดงก็จะมี แคนเต้าหนึ่ง โปงลางลางหนึ่ง กลองใบหนึ่ง มี ๓-๔ ชิ้น ไปด้วยกัน ก็ไม่มีรำ ไม่มีร้อง มีแต่ตี ดีดพิณขึ้น เป่าแคน ตีโปงลาง ตีกลองผสมเข้าไปก็สนุกสนาน นี่จึงเรียกว่า โปงลาง ตั้งแต่นั้นมา

 การตั้งวงดนตรีโปงลาง
        หลังจาก ปี พ.ศ.๒๕๐๖-๒๕๐๗ มาถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ผมได้มารู้จักกับท่านป่าไม้ประชุม อินทรตุล ผู้ที่ได้ร่วมงานกับท่านผู้ว่า บุรี พรหมลักขโณ ในช่วงนั้นผมก็ยังไม่ได้เป็นอะไร ท่านเรียกใช้ผมก็ไป ทำนองว่าไปอยู่บ้านท่าน ไปทำงานกับท่าน ไปเป็นผู้ฝึกสอนเป็นครูสอนให้หน่อย ผมจึงได้เข้าไปร่วมงานร่วมทีมกับท่าน ต่อมาก็ได้มีการค้นคิดท่ารำต่าง ๆ ราว ๆ วันที่ ๔-๕ ธันวาคม ถ้าผมจำไม่ผิด ท่านผู้ว่า บุรี พรหมลักขโณ ในขณะนั้น ผมได้มีโอกาสไปแสดงที่งานที่ว่าการอำเภอยางตลาด ผมได้หิ้วโปงลางไปด้วยและได้บรรเลง หลังจากที่บรรเลงแล้ว ท่านผู้ว่าท่านเดินทางกลับมาจากขอนแก่น ซึ่งขณะนั้นผมยังไม่ได้คิดว่าใครเป็นใคร อะไรเป็นอะไร เพราะมีแต่ความกลัว จากนั้นท่านก็มาถามว่า คุณประชุม อันนี้เขาเรียกว่าวงอะไร คุณประชุมก็ตอบว่า วงโปงลางครับ อันนี้วงของใคร ท่านก็ตอบว่า วงของผมครับ ผมก็รู้สึกว่าผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนผมก็ดีใจ ทั้ง ๆ ที่ผมกับป่าไม้ประชุม ก็ยังไม่ได้คุ้นเคย ไม่สนิทสนมกัน เมื่อทราบว่าผู้ใหญ่ชื่นชอบผมก็ดีใจ ท่านจะตั้งวง จะพาทำอะไรก็ทำ จนมาถึงปัจจุบันนี้ก็ได้ร่วมทีมร่วมงานมา ต่อมาท่านป่าไม้ประชุม ก็ได้เสียชีวิตไปนั้น ทำให้ขาดคนที่จะดำเนินการ ผมก็เสียใจ ยังคงเหลือแต่ผู้ที่บุกเบิกรุ่นแรก คือ ท่านบุรี พรหมลักขโณ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้เห็นท่านอีก ผมก็ยังเป็นห่วงเป็นใยท่านอยู่

 การดำเนินงานวงดนตรีโปงลางระยะแรก
        หลังจากนั้นม าก็ได้ตั้งวงขึ้น ท่านผู้ว่าบุรี พรหมลักขโณ ท่านสั่งว่า วันที่ ๑๕ มกราคม หรือราววันที่ ๑๘ มกราคมนี้ ให้ไปแสดงออกทางทีวี ช่อง ๕ ขอนแก่น และให้มีชุดการแสดงออกมาด้วย ชุดเซิ้ง ชุดรำ ชุดอะไร ต่อมิอะไร จากนั้นพวกเราก็พากันค้นกันหา ว่าจะเอาอะไรต่อมิอะไรบ้าง ท่านก็ค้นก็หา หากเอาเด็กพื้นเมืองพื้นบ้านมาฟ้อน ฟ้อนชุดแรกคือ รำซวยมือ ที่เราเรียกว่า กวยมือ เพราะทำเป็นรูปกรวย หรือรูปซวย ชุดที่สอง คือ รำโปงลาง ชุดที่สาม คือ เซิ้งผู้ไทย ตั้งแต่ก่อนนั้น รำไทยภูเขา เป็นชุดที่สี่ เอามาสุดท้าย ก็มีสามชุดพากันออกแสดงตะลอน ๆ ไปหารับจ้าง ซึ่งผมก็ไม่รู้ราคาว่าเขาจ้างครั้งละเท่าไร ในแต่ละครั้งก็ไปกัน มีแต่ว่าไปช่วยงานกัน ไปช่วยงานกัน ก็ไป
        หลังจากนั้นม า ผมก็ไปตั้งวงอยู่เขื่อนลำปาว ตั้งชื่อว่า วงโปงลางโสมพะมิตกาฬสินธุ์ แต่ชื่อวงเป็นชื่อของท่านเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น วงโปงลางเมืองกาฬสินธุ์ ผู้ควบคุมคือ คุณประชุม อินทรตุล คนเดิมนี่ละ (ตอนนั้นยังไม่เสียชีวิต) ส่วนท่านผู้ว่าบุรี พรหมลักขโณ ท่านก็ย้ายไป ท่านผู้ว่าคนใหม่ คือ ท่านผู้ว่าวิเชียร เวชสวรรค์ และท่านผู้ว่าดำรง วัชชิโรดม หลังจากที่ตั้งวงขึ้นมาแล้วก็มีการไปแสดงทั้งหมดทุกที่ ได้รับเกียรติเชิญไปที่นั่น ที่นี่ แสดงทั่วภาค ทั่วประเทศ ตอนนั้นผมมาทำงานที่สำนักงานป่าไม้ เป็นลูกจ้างประจำของสำนักงานป่าไม้กับคุณประชุม อินทรตุล จากนั้นก็ลาออกไปทำงานอยู่ชลประทานอุบลราชธานี จากอุบลราชธานี ก็ย้ายไปอยู่นครพนม จากนครพนม ก็ย้ายมาอยู่กาฬสินธุ์
        ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ ประกาศรับสมัครครูดนตรีพื้นเมือง หรือครูสอนดนตรีพื้นบ้าน ผมก็ไปสอบ เมื่อสอบได้ผมก็เข้าไปอยู่วิทยาลัยนาฏศิลป์ จนถึงปัจจุบันนี้
        ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ผมได้รับเกียรติเป็น ศิลปินแห่งชาติ อันนี้ก็เพราะบุญคุณของทางศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ และทาง สวช. ท่านก็คัดเลือกมาว่าเห็นสมควร อันนี้ก็เป็นงานที่ผมได้ทำ ติดตามและเผยแพร่ออกไปสู่ลูกหลานอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

 พัฒนาการของโปงลาง
        กอลอ แต่ก่อนนั้นแขวนอยู่ตามเถียงไร่เถียงนา เวลาเราลงไปทำไร่ไปนา ยามเช้าหรือยามเย็นก็ตาม แขกไปไทยมาก็ตาม เวลาขึ้นเถียงแล้วมันต้องเห็นกอลอห้อยอยู่บนเถียง หรือที่บนเถียงจะต้องมีกอลอ กอลอนี้แรก ๆ มี ๖ ลูกนี้แขวนไว้ ใครเข้าไปก็ตี ใครไปใครมาก็อยากตี กอลอ หรือ เกราะ ตัวนี้มีไว้ตีบรรเลงไล่นก ไล่ช้าง ไล่เสือ จะเป็นการตีธรรมดา หรือจะเป็นการบรรเลงให้เป็นเพลงหรือให้เป็นลาย เขาเรียกว่า มันได้ทั้งสองอย่าง อย่างหนึ่ง เกราะตัวนี้บรรเลงไล่นก บรรเลงให้ท่านผู้ฟังได้ฟัง สอง คำว่า ลอ นี้ ถ้าตีแล้วคนต้อง รอฟัง คนต้องยืนฟัง ว่าจะไพเราะหรือไม่ ถ้าไม่ไพเราะก็เดินหนี แต่ถ้าไพเราะก็หยุดฟัง และบอกว่า ลูก เจ้าบรรเลงได้ไพเราะ ตีให้แม่ฟังอีกหน่อย ลุง ตีให้ผมฟังอีกหน่อยเพราะเสียงมันไพเราะจังเลย อันนี้ก็ทำให้มีกำลังใจ อันนี้เราเรียกว่า กอลอ

 กับเกียรติที่ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ
        สำหรับการที่ ผมได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรีอีสานพื้นบ้านของเรา ช่วง พ.ศ. ๒๕๒๙ ที่ได้ทำผลงานส่ง ก็มีทางวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ โดยท่านผู้อำนวยการสำเริง จิตรจง กับทาง สวช. แล้วก็ได้ร่วมกันทำบันทึกผลงานของกระผม ได้รับเกียรติประวัติเป็นศิลปินแห่งชาติ กระผมภูมิใจในประวัติของกระผมนี้มาก และกระผมก็จะไม่ลืมบุญคุณของทั้งสองอย่าง ทั้งสองสถาบันที่ร่วมกันจัดทำนี้
        ปัจจุบันการแ สดงดนตรีพื้นบ้านของอีสานเรา คือวงโปงลางนี้ ที่ขึ้นชื่อลือชา คือจังหวัดกาฬสินธุ์เรานี้เอง การแสดงที่เราไปแสดงต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปอังกฤษ ไม่ว่าจะไปเยอรมัน ไม่ว่าจะไปญี่ปุ่น ไม่ว่าจะไปอเมริกา อันนี้มีความนิยมชมชอบ แขกต่างบ้านต่างเมืองเขาก็ม่วนซื่นกับเราได้ทุกรูปแบบ ถ้าไปถึงแล้วพวกคนไทยเราที่ไปอยู่ต่างประเทศ ได้ยินเสียงแคน ได้ยินเสียงโปงลาง ได้ยินเสียงพิณ ก็คิดถึงบ้าน อันนี้ก็ฝากมาได้แต่ความคิดฮอดคิดถึง จะมาด้วยกันก็มาไม่ได้เพราะด้วยมีหน้าที่ ชาวต่างประเทศเขานั้นถ้าได้ยินเสียงเหล่านี้ขึ้นไม่น่าจะลุกยืน ก็ยืน ไม่น่าฟ้อนก็ฟ้อน ไม่น่าจะชะโงกคอ เขาก็ชะโงกมาดูเรา อันนี้ผมก็ภูมิใจมาก เพราะไม้มะหาด เป็นท่อน เป็นดุ้น ทำด้วยฝีมือของคนไทยเรานี้ สร้างขึ้นในประเทศไทย ถิ่นสร้างก็คือจังหวัดกาฬสินธุ์เรานี้ละ อันนี้ผมก็ขอขอบคุณทาง สวช. ทางศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ได้ร่วมกับกระผมได้ดำเนินงานมาได้มีการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด นตรีพื้นบ้านอีสานเรา คือ ดนตรีโปงลาง จนได้ชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์เรา ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมกับจังหวัดกาฬสินธุ์ และวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ กับทุกหน่วยงานของจังหวัด ก็ได้มีบทบาท ได้พัฒนาในด้านดนตรีและเผยแพร่ไปในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประถม ถึงระดับมัธยม และระดับประชาชนทั่วไป อันนี้กระผมก็ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ ดนตรีโปงลาง ไม่ว่าจะไปอยู่ต่างจังหวัด หรือจังหวัดใดก็ตาม จังหวัดอื่น ๆ เขาก็มีเหมือนกัน ไม่ว่า จังหวัดอุบลราชธานี มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ เชียงราย มีหมด ไม่ว่ากรุงเทพฯ ทั่วประเทศเดี๋ยวนี้มีวงโปงลางอยู่ ณ บัดนี้ เริ่มต้นที่วงโปงลางเกิด ที่กระผมภูมิใจมากที่สุด คือ โปงลางเกิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จนมี โปงลางใหญ่ เป็นสัญลักษณ์ และกลายเป็นคำขวัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ คือ ถ้าไม่มีโปงลาง ท่านก็จะตั้งคำขวัญของเมืองกาฬสินธุ์เป็นอย่างอื่น แต่นี่มีโปงลาง ก็เรียกว่า โปงลางเลิศล้ำ ผ้าไหมแพรวา ฯลฯ

 การบรรเลงดนตรีและการแสดงโปงลาง
        ลายโปงลาง
        การตีโปงลาง ทำไมจึงเรียกว่า "ลาย" ลาย นั้นมี ลาย อะไรบ้าง ที่เราตีมาแต่ก่อน ตั้งแต่สมัยผมดีกอลอ ท่านก็ให้ตีแต่ลายใหญ่ ลายอ่านหนังสือใหญ่ จากนั้นมาต่อมาตีลายสุดคะแนน ลายใหญ่นี้คือมันเป็นลายลำล่อง ลำลาของเขา ลายสุดสะแนน เป็นลายทางสั้น หรือว่าลำกลอนหมอลำ ต่อมาได้พัฒนาขึ้นมาเป็นลายโปงลาง โดยลายโปงลางสามารถเล่นลายพื้นบ้านเราได้อยู่ ๕ ลาย ลายหลัก ๆ คือ มาตี "ลายใหญ่" มาตี "ลายสุดสะแนน" มาตี "ลายโป้ยซ้าย" มาตี "ลายสร้อย" แล้วก็มาตี "ลายน้อย" นี่ละ อันนี้มันมีอยู่ ๕ ลาย แล้วหลังจากที่กระผมได้เรียนจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่ว่า ทำไมจึงเรียกว่าลาย ไม่เรียกว่าเพลง เหมือนภาคกลางที่เขาเรียกกัน คำว่า ลาย นี้มาจากแคน มาแต่จากแคนเป็นหลัก ลายแคน ที่ปู่ท่านแต่งลายแคนขึ้นมานี้ทำไมจึงเรียกว่า ลายใหญ่ ลายน้อย ลายสุดสะแนน โป้ยซ้าย ลายสร้อย แถมท้ายก็ยังมีลายเซ อีกลายหนึ่ง อันนี้มันขึ้นอยู่กับหมอลำ หมอลำพาล่อง พาลำ พาเว้า ตีความออกมา หมอลำว่า ลำลาลองดูซิ ให้หมอแคนเป่าลายใหญ่นะ ถ้าลำล่องของหมอลำเสียงสูงไม่ถึง ก็เปลี่ยนคีย์เล่น เขาจึงเรียกว่า ลาย หลังจากที่กระผมได้มาทำโปงลางขึ้น ก็ได้เปลี่ยนแนวความคิด โดยมาแต่งลายขึ้นเป็นลายครูเป็นลายแรก ได้แก่ ลายกาเต้นก้อน ลายกาเต้นก้อนนี้เราได้แต่งจากการเห็นอาการ ในการดำรงชีวิตปัจจุบันกับอดีตตั้งแต่ก่อนนี้ฝูงนกฝูงกา ตามทุ่งไร่ ทุ่งนา มีมาก มาลักขโมยกินห่อข้าวบ้าง เวลาเราไถนา กามันก็จะเกาะกินไส้เดือนตามขี้ไถ กาก็จะกระโดดโลดเต้น จิกกินเหยื่อจิกหยอกดักหน้าดักหลัง กระผมจึงได้จับกิริยาอาการของกานี้เอามาลองแต่งเป็นลายโปงลางดู เป็น ลายกาเต้นก้อน มาตีโปงลางคงจะไพเราะ สุดท้ายเอามาตี เอามาพัฒนาขึ้นก็พบว่าเป็นความม่วนซื่น อันนี้จึงเป็นการเดี่ยวลายกาเต้นก้อนของดนตรีโปงลาง ลายที่สอง คือ ก็ได้แต่งลายขึ้น เช่น ลายลมพัดไผ่ เราก็คิดดูว่า กลางคืนลมพัดใบไผ่เสียดสีกันค่อย ๆ เป็นรูปใบไผ่สีใบไผ่เป็นรูปไหว ๆ อ่อน ๆ นวย ๆ แข็งบ้างไม่แข็งบ้าง อันนี้เราก็เรียกว่า ลายลมพัดไผ่ ต่อมาก็แต่งลายแมลงภู่ตอมดอก ภู่ตอมดอกของแคนก็ติดโป้ยซ้าย ภู่ตอมดอกของโปงลางกลับเป็นลายใหญ่ มันจะออกทางต่างกับลายแคน กับลายโปงลางจะต่างกันในลายแมลงภู่ตอมดอก หลังจากนั้นมามันก็อย่างพวก ลายลมพัดพร้าว ลายศรีโคตรบูรณ์ ลายเหล่านี้ คณะของวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ดก็ได้แต่งขึ้นมาในอีกรูปแบบหนึ่ ง ในส่วนของผมการแต่งลายจะยึดตามแบบวิถีชีวิตที่เราดำรงอยู่เป็นอ ยู่ในปัจจุบันนี้ละครับ

 การแสดงประกอบการบรรเลงลายโปงลาง
        เรื่องการบรร เลงหรือการฟ้อนรำ หรือจัดเป็นชุดการแสดงขึ้นมา อย่างเช่นพวกฟ้อนรำจะเรียกว่า เซิ้ง ก็ไม่ได้ ซึ่งตามที่จริงภาษาอีสานก็เรียกว่า เซิ้ง ได้ เช่น เซิ้งกระติบ หรือเซิ้งกระติบข้าว แต่ว่าในส่วนของการรำ จะมาเรียกว่า เซิ้งศรีโคตร ก็ไม่ได้ เพราะมันช้า มันเนิบ มันช้ามันจึงรำแบบเซิ้งไปไม่ได้ เฉพาะที่ว่า เซิ้ง นี้จัดเป็นจังหวะที่เร็ว สำหรับรำศรีโคตรบูรณ์นี้เป็นของเจ้าเมืองลาว ซึ่งลาวกับไทยก็เป็นพี่น้องกัน ซึ่งเป็นเรื่องในตำนาน ผมก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง คงเป็นปี พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๗ ช่วงนั้น
        คิดว่าปี ๒๕๑๘ พวกเรณูนคร ได้คิดพวกลายศรีโคตรขึ้นมา และชุดการแสดงศรีโคตร ขึ้นมาในช่วงนั้นเพื่อจะได้ไปแสดง ไปร่วมงานกัน ผมถามว่า ชุดการแสดงชุดนี้เป็นชุดอะไร ชุดนี้เขาเรียกว่า รำศรีโคตร มาจากไหน มาแต่จากเมืองลาวเป็นเจ้าเมือง คนสองฝั่งนี้ได้ร่วมเป็นพี่เป็นน้องกัน อันนี้ผมก็ได้ประวัติมาเพียงเท่านี้
        สองกับ รำตังหวาย รำตังหวายนี้ อุบลก็พูดแบบหนึ่ง แล้วตังหวายนี่ เป็น รำถวาย เป็นของสูง เป็นของเจ้าเมือง ที่แขกต่างบ้านต่างเมืองมาเยี่ยมมายามนี่ก็จะต้อง รำตังหวาย หรือ รำถวาย เพื่อให้แขกที่เข้ามาเยี่ยมในบ้านในเมืองก็จะต้องรำนี้ให้ดู รำตังหวายนี้ก็มีเนื้อร้อง
        รำคอนสวรรค์น ี่ เป็นของเวียงจันทน์ มีเนื้อร้อง ส่วนท่ารำก็มาประยุกต์ประสมประสานเอาใหม่ แล้วก็อย่างศรีทันดรนี้ ก็เอามาจากพวกหมอลำ หมอลำก็เอามาจากเนื้อร้องเหมือนกัน คือเอาทำนองมาแต่จากฝั่งของทางโน้นอีก อันนี้ก็มีสามสี่อย่างนี้
        ส่วนเต้ยหัวโ นนตาล ก็มาจากกิ่งอำเภอดอนตาลของเราบ้าง ก็เรียกเต้ยหัวโนนตาล แต่ก่อนทำไมเรียกเต้ยธรรมดา ต่อมาก็เต้ยพม่า พม่านี้เรายืมอะไรเขามาจึงว่า พม่ารำขวาน พม่านี้เราไปเอาเนื้อ เอาอะไรมา แล้วเอาชื่อเขามาลงจึงว่าพม่ารำขวาน ต่อมาก็เต้ยหัวโนนตาล สามเต้ยด้วยกัน เต้ยหัวโนนตาลมาจากอำเภอดอนตาลเรา คอนสวรรค์ มาจากทางลาวทั้งหมด

 การถ่ายทอดและการสืบสานดนตรีโปงลาง
        การถ่ายทอดวง ดนตรีโปงลาง ตั้งแต่ตั้งวงขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๐๕ มาถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๑๕ เป็นวงที่ผมได้มาตั้งวงขึ้นอีกวงหนึ่งอยู่ที่เขื่อนลำปาว เป็นวงที่สอง โดยแยกออกจากวงโปงลางโสมพะมิตกาฬสินธุ์ จากนั้นเมื่อผมออกจากเขื่อนลำปาวไปอยู่อุบล ผมก็ได้ไปตั้งวงอยู่ที่อุบล ย้ายออกจากอุบลไปอยู่นครพนมก็ได้ไปตั้งวงที่นครพนม ชื่อวงโปงลางนครพนม อยู่ที่บ้านนาราชควาย และย้ายเข้ามาตั้งวงโปงลางอยู่ที่อำเภอเขาวง บ้านนาคู กับ คณะบ้านจารย์ ส.สงวนศิลป์ หลังจากนั้นต่อมา ลูกหลานก็ได้แยกย้ายไปตั้งวงอีก เช่นคณะ ส.ศศิธรบ้านโพน อันนี้ก็ไปตั้งวง วงนี้เป็นวงของชาวบ้าน และคณะบ้านคำบง อันนี้เป็นวงคนแก่ อยู่ในระดับรุ่นแก่กว่าผมก็มี เป็นวงที่พวกผู้ไทยชอบเล่น ที่เรียกว่า วงหมากเตอะเติน

 การส่งเสริมดนตรีพื้นบ้านโปงลางกาฬสินธุ์
        แต่ก่อนนี้จั งหวัดกาฬสินธุ์ ยังไม่มีการจัดงานมหกรรมโปงลาง หลังจากปี พ.ศ.๒๕๓๐-๒๕๓๑ จึงได้จัดเป็นงานมหกรรมโปงลางขึ้น โดยทางจังหวัดได้สนับสนุนและจัดการประกวดดนตรีโปงลาง จึงเรียกชื่องานว่า งานมหกรรมโปงลางจังหวัดกาฬสินธุ์ ในการที่ทางจังหวัดและหน่วยงานราชการ ได้ร่วมจัดและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมเช่นนี้ กระผมคิดว่าทางจังหวัดและทางราชการไปได้ถูกทาง ดีมาก ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ลูกหลานอดีตต่อไปจนปัจจุบันหรือต่อไปภายหน้ าเกิดมาก็จะไม่รู้ว่า โปงลาง เป็นอย่างไร แคน เป็นอย่างไร พิณ เป็นอย่างไร

 ข้อคิดในฐานะที่เป็นศิลปินแห่งชาติ
        หนึ่ง กระผมในฐานะเป็นคนกาฬสินธุ์และเมืองกาฬสินธุ์เป็นแผ่นดินบ้านเก ิด กระผมขอฝากดนตรีพื้นบ้านอีสานไว้ในส่วนนี้เพราะเป็นดนตรีของจัง หวัดกาฬสินธุ์ คือ โปงลาง ให้มีการจัดประกวดไปทุกปี
        สอง ที่ลูกหลานได้รับเกียรติ ได้รับการชนะเลิศ มาแล้วทุกคณะหรือทุกโรงเรียนนี้ ได้รับถ้วยพระราชทานมานี้ อย่างเช่น โรงเรียนอนุกูลนารี โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ โรงเรียนเมืองกาฬสินธุ์ กระผมมีความภาคภูมิใจมาก
        สาม คณะชาวบ้านของประชาชนนี้ ก็ได้รับถ้วยของสมเด็จพระเทพฯ ท่าน นี่ผมก็ยิ่งชื่นชม ยิ่งเห็นชาวบ้านเขามาเล่น เหงื่อไหลไคลย้อย ลูกหลานก็เหมือนกัน ถ้าหากมีการส่งเสริมต่อไป ผมว่าอนาคตของลูกหลานหรือดนตรีพื้นบ้านเรานี้จะไม่สูญหาย

 การเผยแพร่ การผลิต และการจำหน่ายโปงลาง
        การเผยแพร่ การผลิต และจำหน่ายโปงลาง เครื่องดนตรีโปงลางเรานี่ ปัจจุบันทางครอบครัวของกระผม มีคณะที่มาฝึกหัดและเรียนรู้ก็เป็นลูกหลาน มาพร้อมใจกันทำ โดยเอารายได้จากส่วนที่เราได้จากการจัดจำหน่ายนี้ให้ พอเป็นค่าตอบแทน ค่าแรงของลูกของหลานที่ได้จำหน่ายเครื่องดนตรี
        การจำหน่ายเค รื่องดนตรี ไม่ว่าทางจังหวัด ทางต่างประเทศมีความสนใจต้องการจะมาสั่งให้เราทำเป็นรูปแบบ เราก็ทำตามรูปแบบเดียวกับของที่เราจำหน่ายไปแล้ว เราทำเพื่อคุณภาพ และเผยแพร่พร้อมกันไป แล้วการที่เราให้ไปเราก็จะต้องฝึกให้เขา
        การสอนดนตรีโ ปงลาง กลุ่มที่มาเรียน บางทีก็มี ๒๐ คน ตั้งแต่ ๑๕ คนขึ้นไป ต่างจังหวัดก็มาเรียน เรียนวิธีทำ เรียนวิธีบรรเลง เรียนวิธีหาไม้ ทำอย่างไร ทั้งในด้านงานวิจัยก็รวมอยู่ในนี้

 ความภาคภูมิใจ
        ส่วนนี้กระผม ว่า ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ปัจจุบันตั้งแต่ผมได้รับเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติในสาขาศิลปะก ารแสดงดนตรีพื้นบ้าน ผมมีความภูมิใจมาก และดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น อยู่ทุกส่วนราชการต่าง ๆ และส่วนเอกชนก็ร่วมใจกันที่ได้มาร่วมสร้างสรรค์ให้หาทุนในการสร ้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ และมาแนะนำในอนาคตช่วยกันอีก

 สิ่งที่คาดหวัง
        ส่วนอนาคตของ ดนตรีพื้นบ้านนี้ ผมอยากให้แนวทางกว้าง ๆ ถ้ามองไปไกล ๆ แล้วนี่อย่างลูกหลานที่เขาบรรเลง ได้ประกวดจนได้รางวัลชนะเลิศของวงประถม ประกวดชนะเลิศของวงมัธยม ประกวดชนะเลิศของวงประชาชน รู้สึกว่าดี ดีมาก ครูผู้ที่สอนบางคนเก่งไม่เท่าลูกศิษย์ก็มี อย่างกระผมแก่แล้ว มือ ข้อ ก็ไม่ทัน ไม่เท่าลูกหรือหลาน เดี๋ยวนี้เมื่อผมไปเป็นวิทยากร ไปเป็นคณะกรรมการ ไปตัดสินงานต่าง ๆ ที่คณะกรรมการมาเชิญไป ไปถึงแล้วเห็นลูกเห็นหลานตีโปงลาง ผมซึ่งเป็นผู้ผลิตขึ้นมาคนแรก ผมก็นั่งน้ำตาซึม ที่เห็นลูกเห็นหลานอายุ ๑๑-๑๒-๑๓ ขวบ เล่นได้ ก็นั่งร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ อันนี้กระผมขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ขอให้รักษาขนบประเพณีของอีสานของเราไว้ และโปงลางเมืองกาฬสินธุ์นี่ เป็นโปงลางวงแรกของจังหวัด ของประเทศไทย ขอให้มีการรักษาศิลปวัฒนธรรมไทยของเรานี้ให้ยืนยาวตลอดไป

 

ชื่อ

นายเปลื้อง ฉายรัศมี
ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรีพื้นบ้านอีสาน พ.ศ. ๒๕๒๙

เกิด วันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕
ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๒๒๙/๔ ถนนเกษตรสมบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
การศึกษา ชั้นประถมปีที่ ๔
อาชีพ ผลิตงานศิลปหัตถกรรม (เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสาน)
สถานภาพ แต่งงาน
ชาติพันธุ์ ไทย
ภาษา ไทยอีสาน
วันที่ให้สัมภาษณ์ วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑

ไปข้างบน มุมมอง warawut's รายละเอียด ค้นหาข้อความที่ส่งอื่น ๆ โดย warawut
 

ต้องการเพิ่มหรือตอบอีเลินนิ่งต้องเข้าสู่ระบบก่อน เข้าสู่ระบบ
ถ้ายังไม่ลงทะเบียนให้ทำการลงทะเบียนก่อน ลงทะเบียน

  เพิ่มใหม่เพิ่มอีเลินนิ่งใหม่
พิมพ์เรื่องนี้ พิมพ์เรื่องนี้

กระโดดไปที่ทะเบียนอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ เพิ่มอีเลินนิ่งใหม่
คุณ ไม่สามารถ ตอบกลับอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ ลบข้อความของคุณในอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ แก้ใขเรื่องในอีเลินนิ่ง
คุณ ไม่สามารถ สร้างแบบสำรวจในอีเลินนิ่ง
คุณ สามารถ ตอบแบบสำรวจในอีเลินนิ่ง

หมายเหตุ : เพื่อให้การติดต่อสื่อสารเกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกทั้งยังสามารถตรวจสอบผู้แสดงความคิดเห็นได้ทางทีมพัฒนาจึงได้มีการนำเอา Social Plugins อย่าง Facebook เข้ามาช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ของระบบ ดังนั้นท่านที่จะสามารถแสดงความคิดเห็นได้นั้นท่านจะต้องทำการ login ผ่าน Facebook ก่อนถึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้ครับ !!
Powered by Web Wiz Forums version 7.6
Copyright www.ebook.mtk.ac.th/main

หน้านี้ .2500 วินาที.